ลดราคาโฆษณา Facebook แบบเห็นผลทันใจ ด้วย 4 กลวิธีง่าย ๆ

 In Digital Marketing, Facebook, How to, Social Media

ลดราคาโฆษณา Facebook เป็นหนทางที่หลายคนอยากรู้ เพราะการโฆษณาใน Facebook นั้นมีค่าใช้จ่าย ถ้าหากรู้ว่าโฆษณาที่เรากำลังจ่ายไปอยู่นั้นสามารถควบคุมได้ หากรู้เทคนิคในบางอย่าง ทาง Digital Marketing Wow เลยมาแชร์เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง ว่ามีอะไรบ้าง

ภาพที่ใช้โฆษณาควรจะมีข้อความปิดทับในรูปไม่เกิน 20%

เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของการทำโฆษณาบน Facebook เลยทีเดียว ซึ่งหลักการที่ง่ายที่สุดคือการใส่ข้อความเข้าไปในรูปโดยที่ไม่ให้เกิน 20% ของพื้นที่รูปภาพทั้งหมด ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือการตีตาราง 5*5 ช่องลงในภาพนั้น จะได้ช่องทั้งหมด 25 ช่อง ซึ่งเราจะใส่ข้อความในรูปได้เพียง 5 ช่อง เท่านั้น ถ้าหากใส่ไปมากกว่านั้น ประสิทธิภาพของการโฆษณาจะลดลง ทำให้ค่าโฆษณาแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

New call-to-action

ซึ่งคุณสามารถเช็กว่ารูปที่คุณจะโฆษณา มีข้อความปิดทันส่งผลต่อการโฆษณาหรือไม่ เช็กได้ที่ลิงก์นี้ โดยจะแบ่งเป็นระดับของข้อความปิดทับ 4 แบบด้วยกันคือ

  • OK
    โฆษณาของคุณจะเป็นไปตามปกติ
  • Low
    โฆษณาของคุณจะรันได้ แต่รับผลกระทบ Reach ที่ได้จะน้อยกว่าปกติ
  • Medium
    โฆษณาของคุณยังรันได้ แต่ Reach จะลดลงปานกลาง
  • High
    โฆษณาของคุณอาจไม่ผ่านการพิจารณาของ Facebook

ลดราคาโฆษณา Facebook ตั้งค่าในส่วนของ Bid Cap หรือ Target Cost

ลดราคาโฆษณา Facebook

ภาพตัวอย่างจากการตั้งค่า Bid Cap

Bid Cap คือการกำหนดผลลัพธ์ของการโฆษณาว่าจะให้ Bid ที่ไม่เกินเท่าไร มักจะพบได้ในส่วนของแคมเปญประเภท Traffic และ Engagement-Page Like คือเรากำหนดได้ว่าต้องการกำหนดราคาต่อคลิกหรือต่อเพจไลก์ พยายามให้ไม่ให้เกิดที่เรากำหนด ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้ที่ในส่วนของ Ads Manager ไปที่ Ad Set > Optimization & Delivery > Set a bid cap แล้วเลือกใส่ราคาที่เราต้องการ ส่วนการทำ Target Cost จะอยู่ในแคมเปญ Lead Generation คือการควบคุมราคาต่อ Lead ให้ไม่เกินตามที่เราต้องการ เลือกได้ที่ Ad Set > Optimization & Delivery > Target Cost จากนั้นใส่ราคาที่เราต้องการ

ลดราคาโฆษณา Facebook

ภาพตัวอย่างจากการตั้งค่า Target Cost

แต่ก็มีคำเตือนอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือถ้าเรา Bid หรือ Target Cost ที่ราคาต่ำเกินไป โฆษณาของเราจะไม่รันได้ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องรู้ราคากลางก่อน ดังนั้นแนะนำอย่างเพิ่งตั้ง Bid Cap หรือ Target Cost ให้โฆษณารันแบบ Lowest Cost สักระยะหนึ่งก่อน เพื่อดูราคากลาง จากนั้นค่อยปรับลงเล็กน้อย เพื่อคงประสิทธิภาพการโฆษณาไว้ เช่นราคาต่อคลิกแบบ Lowest Cost อยู่ที่ 5 บาท จากนั้นค่อยปรับลดลงเหลือ 4.50 บาท แล้วพยายามดูผล ถ้าปรับลดลงมากเหลือคลิกละ 1 บาท อาจทำให้โฆษณาเราไม่รันได้ เพราะ Bid ต่ำเกินไป

สำหรับแคมเปญประเภท Traffic หรือ Page Like ให้เลือกจ่ายเงินเมื่อเกิด Result

โดยปกติแล้ว Facebook มักจะคิดเงินค่าโฆษณาเมื่อเกิด Impressions เป็นค่าเริ่มต้น แต่ในบางประเภทของแคมเปญอย่างเช่น Traffic หรือ Page Like จะสามารถปรับให้เกิดการคิดเงินเมื่อเกิดการคลิกหรือไลก์เพจได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถ้าโฆษณาแล้วยังไม่เกิดคลิกหรือไลก์เพจ เทียบเท่ากับว่าเรายังไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินไป คุณสามารถปรับได้ที่ในส่วนของ Ad Set >  Optimization & Delivery > When You Get Charged เปลี่ยนจาก Impressions เป็น Link Click (CPC) หรือ Page Like ตามที่เราเลือก

เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย หรือ Ad บ้าง เพื่อลดความซ้ำซากจำเจ

การใช้กลุ่มเป้าหมายเดิม หรือการใช้โฆษณาเดิม เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดความซ้ำซากและจำเจได้ จะทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้น ถึงแม้ว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ หรือโฆษณาแบบนี้เคยใช้ได้ผลดีมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ลองคิดดูว่าคนเดิมก็จะเห็นโฆษณาเหมือนเดิม คนก็จะไม่ค่อย Reaction กับโฆษณานั้นเหมือนตอนช่วงแรกนั่นเอง เป็นสาเหตุทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้นได้ ดังนั้นควรเปลี่ยนโฆษณา หรือกลุ่มเป้ามหายบาง เพื่อลดความจำเจ ทำให้ค่าโฆษณาถูกลง และยังได้ลองคอนเทนต์แบบใหม่ ๆ ไปในตัว อย่างน้อยควรเปลี่ยนโฆษณาเดือนละครั้งก็ยังดี

การลดค่าโฆษณาของ Facebook เมื่อทำความเข้าใจแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แต่สิ่งอื่นใด ถึงแม้จะลดค่าโฆษณาได้แล้วก็ตาม ควรจะคงประสิทธิภาพของโฆษณาเอาไว้ด้วย หรือทำให้ดีกว่าเดิมเช่นกัน

ติดตามข่าวสาร ได้ที่เว็บไซต์ Digital Marketing Wow และ เพจ Facebook และ Line @marketingwow

Thanakarn Lertsudwichai x Digital Marketing Wow

Digital marketing plan
Recommended Posts

Leave a Comment

8 − seven =

New Call-to-action